พอดีผมได้ร่วมทำบุญด้วยการ์ตูน ด้วยการเขียนภาพการ์ตูนประกอบบทความเรื่อง ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร
ซึ่งเป็น 1 จากหลายบทความในโครงการ ทำบุญด้วยการ์ตูน หนังสือ 'ทำมาอย่างฮะ' โดยหลวงพี่ @akkarakitt
ซึ่งเนื้อหาบทความนั้นผมได้คัดลอกมาจากลิงค์ต้นฉบับล้วน ๆ ไม่ได้มีการดัดแปลงเนื้อหาแต่อย่างใด
มีแค่การ์ตูนเท่านั้น ที่ผมเขียนขึ้นมาประกอบเนื้อหาแต่ละข้อ หากมุขไหนไม่เหมาะสมอย่างไรก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับผม
.................................................................................................................................................
พอดีได้รับ fwd mail มาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการใส่บาตร ผู้เขียนคงเป็นพระนวกะบวชเข้ามาช่วงเข้าพรรษา อ่านแล้วก็ฮาดี คิดอยู่ว่า น่าจักเอามาแปะบนบล็อกอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดว่า fwd mail คงได้รับกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว ถัดมาไม่กี่วันก็มีบล็อกภาษาลาวhttp://saixelamphao.exteen.com เขียนถึงวิธีใส่บาตรอีกเหมือนกัน ก็รู้สึกว่า เอาทั้งสองเอ็นทรี่มารวมกันดูท่าจักดี วันนี้วันพระด้วย ได้ใช้ทันที
สีน้ำเงิน : fwd mail สีแดง : คำแปลบล็อกนั้นจากมหาโอ๊ต สีดำ : ข้อยเอง
(ขอสารภาพว่า อ่านบล็อกภาษาลาวนั้นไม่รู้เรื่อง ครับ ไฟร์ฟ็อกซ์ไม่เห็นมีฟอนต์ภาษาลาว เอาคำแปลจากมหาโอ๊ตมาลง ครับ)
1. ก่อนใส่บาตร
ก. ถ้าจักว่าคาถา หรือบริกรรมสิ่งไรให้จิตเป็นสมาธิ ควรทำเสียแต่เนิ่น ๆ (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แนะให้ภาวนาคาถาเงินล้านก่อนใส่บาตร ๓,๕,๗,๙ จบ ตามกำลังศรัทธา จักช่วยเพิ่มอานิสงส์ เพราะจิตเป็นสมาธิ) เวลาพระมาบิณฑบาตนั้น อย่าให้พระรอนาน
ข. ในขณะที่รอ หรือใส่บาตรนั้น ทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ควรที่จะนำเรื่องทุกข์ใจมาโศกตอนนั้น
ค. ในขณะที่รอใส่บาตรนั้น ให้ตั้งใจว่าจะใส่บาตรให้พระสงฆ์ สามเณร องค์ใดก็ได้ ไม่จำเพาะเจาะจงองค์ใดองค์หนึ่ง หรือถูกใจใส่องค์นี้ ไม่ใส่องค์นั้น การไม่จำเพาะเจาะจง เรียกว่าสังฆทาน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลมาก
ง. ไม่ควรใส่หมวก ผ้ามัดเอว ผ้าโพกหัว
จ. ไม่ควรถือพร้า ถือค้อน หรืออาวุธอื่น ๆ ถ้ามีควรวาง หรือเก็บไว้ที่อื่นก่อน
ฉ. บุญที่มีอานิสงส์มาก จิตใจของผู้ให้ทานต้องเบิกบาน ยินดีในทานที่ให้ ทั้งก่อน ขณะให้ และหลังให้ ฉะนั้นระหว่างรอใส่บาตร ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ควรมีใจจดจ่อกับทานที่กำลังจักให้
ช. อย่ายืนในจุดที่เหยียบเงาพระสงฆ์ (คือตอนเช้าควรเลือกดูแสงอาทิตย์รุ่งอรุณนั้น ฉายไปทางใด เราควรอยู่จุดใด ที่จะไม่เหยียบเงาพระสงฆ์) เพิ่มเติมความเห็นส่วนตัว : อันนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า คงเป็นกุศโลบายให้มีสติในการใส่บาตร คงไม่ถึงกับเป็นข้อห้าม หรือเป็นกังวลจนเกินไป เดี๋ยวมัวแต่ระวังเงาพระ ไม่เป็นอันใส่บาตรกันพอดี 
2. นิมนต์พระ
หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี
รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก) มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์ " ( เอ่อ โยมอาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว) การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย - -")
การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่ ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง " ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวัก ๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์ เพิ่มเติม : อันนี้ก็เคยถูกเรียกเป็นหลวงพ่อ หลวงลุง เหมือนกัน ฉ๊านยังไม่แก่... (จริง ๆ แก่ไปมากมายแล้ว สมควรเป็นหลวงตาตั่งหัก) การนิมนต์ของญาติโยมยังพบอีกแบบหนึ่ง ใช้วิธีส่งสายตา กะจักให้พระเงยหน้าขึ้นมาสบตา ปิ๊ง ปิ๊ง ปิ๊ง ดูแก้มแดงถูกใจจริง ๆ มองแล้วน่าเข้าไปกอด (เฮ้ย... นั่นมันเพลงป๋าเบิร์ด) ครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าสอนให้ก้มหน้าก้มตาเดิน ทอดสายตาลงชั่วแอกหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ไว้ ไม่สอดส่ายสายตาทำท่าเหมือนหาอาหาร เลยพลาดการเรียกนิมนต์ทางสายตาอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งโยมต้องวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาใส่บาตร บางรายก็ตามไม่ทันเลย เพราะเวลาออกบิณฑ์ข้าพเจ้าทำตัวเหมือน TOMCAT F-14 บิน(บิณฑ์)เร็วมาก

หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ
3. จบ
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า ?"
4. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า
จริง ๆ แล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" (สูงกว่าเดิมอีก) บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)
เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควร ถอดรองเท้าใส่บาตร นะ"
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ
อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร
อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล ( เรื่องขำขันขณะฉันเพล)

พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่
5. ใส่บาตร
อันนี้ถือเป็นจุดไคลแม็กซ์ของการใส่บาตร ตามธรรมเนียมควรใส่ข้าวในบาตรก่อน หากพระท่านมีย่าม กับข้าวให้ใส่ในย่าม ดอกไม้ธูปเทียนปัจจัย ให้ใส่สุดท้าย สีกาให้วางบนฝาบาตร ผู้ชายถวายให้กับมือเลยก็ได้
สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ ก็ฝากด้วยนะครับ เด๋วทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ เพิ่มเติม : โยมควรพิจารณาดู แค่เท่าที่ทำได้ ครับ อย่าให้ถึงกับขอแม่ค้าชิม เดี๋ยวถูกด่าไล่หลังแล้ว จิตจักเศร้าหมองเปล่า ๆ ถ้าใส่บาตรไปแล้ว ไม่ควรเป็นกังวล ครับ วัตถุทานไม่ประณีต หากไม่ประกอบด้วยเจตนา (คือไม่รู้ว่า อาหารนั้นบูด) มีผลน้อย
นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี" กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" ( อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ) คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักมากกกก จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง" การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม บรรจงนำของที่เตรียมมาใส่บาตรไปตามลำดับจนหมด (อันนี้เป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย) เพิ่มเติม : ที่เคยเจอมามีหลากหลายมาก ตั้งแต่แตงโมครึ่งลูก หรือเต็มลูก ส้มโอ โค้ก ๑.๒๕ ลิตร แฟ็บขนาด ๔ กก. ล่าสุดเจอใส่ข้าวและกับข้าวทีเดียว ๑๐ ชุด พร้อมซองอีก ๑๐ ซอง คาดว่า คงใส่บาตรสะเดาะเคราะห์กระไรสักอย่าง เจ้าประคู๊ณ... นี่แม่หมอเขาคงแนะให้ทำบุญใส่บาตรพระ ๑๐ รูป มากกว่านะจ๊ะ ไม่ใช่เอาอาหาร ๑๐ ชุดมาใส่พระรูปเดียว ไม่ต้องโปรดเจ้าอื่นกันพอดี
โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก (วางดี ๆ ก็ได้ 55)
ขณะที่กำลังหย่อนอาหารใส่บาตรนั้น ไม่ควรพูด หรือชวนพระสงฆ์คุยเรื่องอื่น ให้ตั้งใจใส่บาตรจนสำเร็จ (เว้นเสียแต่ใส่บาตรสำเร็จแล้ว พระสงฆ์จะพูดอะไรก็ฟังท่าน หรือเราอยากพูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องให้เป็นประโยชน์) 
ขั้นตอนต่อไปคือ
6. รับพร
หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยอง ๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว (ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม (ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก)) ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป
เพิ่มเติม : การให้พรขณะบิณฑบาตของพระสงฆ์ ตามกฏมหาเถรสมาคม กำหนดให้ไม่ต้องให้พร หรือถ้าต้องการให้ ให้ให้ในใจ เพราะการยืนให้พร ดูไม่เรียบร้อย และหลังฉันเช้า ฉันเพล พระก็ต้องให้พรรวบยอดอยู่แล้ว ฉะนั้นหากพบพระที่ไม่ให้พร ไม่ต้องเสียใจ ครับ พระท่านทำตามกฏมหาเถรสมาคมอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว
สำหรับข้าพเจ้า ก็ตามใจญาติโยม จักมิให้เลย บางทีโยมก็รอเก้อ เสียกำลังใจ เลยใช้วิธีสังเกตอาการ ถ้าโยมทรุดตัวลงนั่ง หรือยืนรอรับพร ก็ให้พรแต่สั้น ๆ บางที่สถานที่ไม่เอื้ออำนวยในการให้พร ก็ผ่านไปเลย หรือให้แบบสั้นจุ๊ดจู๋ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง แต่บางที่ร้านค้าเตรียมที่กรวดน้ำไว้ให้ญาติโยมเลย อันนี้ก็ต้อง ยะถา สัพพี เต็มสูตร
ความจริงแล้ว การกรวดน้ำ หรืออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับ กรวดแห้งก็ได้ ครับ ไม่ต้องใช้น้ำ แบบสั้นที่สุด ก็ "อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย" ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
การโมทนาบุญของญาติเรา ความจริงแล้ว สำเร็จในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ครับ พอเราคิดจักทำบุญ ญาติเราที่เขาต้องการบุญจากเรา เขาจักมารอโมทนาแล้ว แค่คิดว่า อุทิศบุญให้ เขาก็ได้รับแล้ว ไม่ต้องสาธยายให้เยิ่นเย้อ ที่เขาให้ว่ายาว ๆ เป็นเพียงกุศโลบายให้ฝึกทำสมาธิ ถ้าชีวิตไม่เร่งรีบ เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ จักอุทิศให้ยาวสักแค่ไหนก็ย่อมได้ ครับ เข้าฌานอุทิศส่วนกุศลได้ยิ่งดี นอกจากเขาจักได้รับบุญอันเกิดจากทานเต็ม ๆ แล้ว ยังได้บุญจากการภาวนาอีกต่างหาก แต่ถ้าเวลาเร่งรัด อุทิศแป๊บเดียว ก็ได้ผลเสมอกัน
แบบยาว ๆ ก็มีตัวอย่างแบบหลวงพ่อพระราชพรหมยาน อุทิศให้ครบทุกประการ ไม่เยิ่นเย้อเกินไป ดังนี้
อิทัง ปุญญะ ผะลัง ผลบุญที่ใดข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้
ขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ ให้แก่ท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เคยล่วงเกินมาแล้ว
แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา
และขอจงอโหสิกรรมซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ให้แก่ข้าพเจ้า ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้า
และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพยายมราช
ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพยายมราช ได้โปรดโมทนา
และขอได้โปรดเมตตาเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญกุศลขอข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด
และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว
ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี
ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้ ด้วยเทอญ ฯ
เรื่องการให้พร พระเก่า ๆ บวชมานาน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกระไรได้ เพราะทำมาตามความเคยชิน หรือทำตามที่ญาติโยมต้องการ ดังนั้น หากอยากทำให้ถูก ญาติโยมต้องเป็นคนบอกพระ ครับว่า "ไม่ขอรับพร" ช่วยกันบอก ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระบางรูปที่ให้พรยาวยืดจนไม่น่าดู
และที่คนเข้าใจผิดกันเยอะ การแผ่เมตตา กับการอุทิศส่วนกุศล เป็นคนละอย่างกันนะ ครับ แผ่เมตตา คือ การแผ่ความเป็นมิตรออกไป การอุทิศส่วนกุศล คือการส่งผลบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้ ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล.๑ อันตรายมาก สีกาทั้งหลาย ไม่ควรใส่เสื้อคอกว้างหรือคว้านลึก (รวมถึงกระโปรงสั้น ๆ หรือกางเกงสั้นมาก ๆ ด้วย) มาใส่บาตร ถ้าจักใส่ อย่าก้มต่ำนัก ควรยืนรับพร เดี๋ยวจักมีข่าวพระหัวใจวายตายกลางตลาดขึ้นหน้าหนึ่ง (อันนี้ความลับของพระเลยนะเนี่ยะ) แต่ถ้าสีกาอายุเลยเลขสี่ไปแล้ว หรือโปรดปรานไข่ดาวเป็นพิเศษ การกระทำดังกล่าวอาจช่วยให้พระเห็นอสุภกรรมฐาน (การพิจารณาเห็นร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม)
ปล.๒ อันตรายไม่น้อยกว่า ปล.๑ สีกาไม่ควรใส่ชุดนอนบางเจี๊ยบสุดเซ็กซี่ออกมาใส่บาตร (อารมณ์เพิ่งตื่น) พระโดยส่วนใหญ่ เป็นสมมุติสงฆ์มากกว่าพระอริยะมาก (พระอริยะที่จักตัดกามฉันทะได้เด็ดขาด ต้องเป็นพระอนาคามีขึ้นไปด้วย) ฉะนั้นไม่ควรทำให้พระไขว้เขว พระต่างจังหวัดสึกกันบ่อยก็เพราะเหตุนี้
ปล.๓ อันตรายไม่น้อยกว่า ปล.๒ สีกาเวลาใส่บาตรไม่ควรเล่นหูเล่นตากับพระ เท่าที่พบมาตามต่างจังหวัด (บวชแถวภาคตะวันตกของประเทศไทย ครับ) พระทราบหมดว่า ลูกสาวบ้านไหนสวย ชื่ออะไร เรียนอยู่ที่ไหน ที่บ้านประกอบอาชีพอะไร มีแฟนหรือยัง การเล่นหูเล่นตากับพระ จักทำให้อัตราการสิกขาลาเพศในต่างจังหวัดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปล.๔ ที่สีกาต้องมาอยู่ใน ปล. เพราะผู้ชายใส่บาตรกันน้อย ครับ
มีเจ้าของ fwd mail มาแสดงตัว ครับ บล็อกเด็กวัดจอมทะเล้นของเอ็กซ์ทีนเรานี่เอง บล็อกนี้ขอแนะนำ ครับ เขียนบล็อกได้ฮาสุด ๆ สมควร add fav ไว้จักไม่ตกเทรนด์http://dekwad.exteen.com/20090403/entry
.................................................................................................................................................
ขอเชิญทำบุญด้วยการ์ตูน ภาค ๒
ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร
ปล. สาธุครับผม
**










